กุมภาพันธ์ 28, 2021

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่ ข่าวสารทั้วไป ข่าวบันเทิง ข่าวไอที ข่าวใหม่ อัพเดททั้งวัน

เปิดใจ เจ๊บิ๊ก เจ้าของร้านทองเมืองบ้านโป่ง หลังพ้นมลทินคดีจ้างวานพยายามฆ่าอดีตสามี

เจ๊บิ๊ก เจ้าของร้านทอง อ.บ้านโป่ง เปิดใจ หลังศาลยกฟ้อง พร้อมคืนความบริสุทธิ์ กรณีตกเป็นผู้ต้องหาจ้างวานพยายามฆ่าอดีตสามี

(18 ม.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับแจ้งจาก น.ส.เพชรรัตน์ ตั้งสิริเมธาพร หรือ เจ๊บิ๊ก วัย 46 ปี เจ้าของร้านทองเยาวราช บิ๊กเซ่งเฮง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ถึงเรื่องความคืบหน้าในคดีที่ตนเองตกเป็นผู้ต้องหาจ้างวานฆ่านายอนุพันธ์ อดีตสามี เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 63 ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาคดี เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 63 ที่ผ่านมา ได้พิพากษาให้ยกฟ้องตนเอง

น.ส.เพชรรัตน์ หรือ เจ๊บิ๊ก เปิดเผยว่า ตนต้องขอบคุณในความยุติธรรม ที่ศาลได้ตัดสินในคดีที่พิสูจน์แล้วว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยยกฟ้องตนเอง และคืนความบริสุทธิ์ให้กับตนเอง ตนยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าว เพราะชีวิตของตนเองได้แต่ทำมาค้าขาย ไม่เคยไม่ยุ่งอะไรกับใครเลยไม่เคยแม้จะออกไปเที่ยวหรือคบกับใครอยู่แต่ในร้าน ค้าขายอย่างเดียว

เจ๊บิ๊ก เล่าอีกว่า ในส่วนปัญหาที่อ้างตนเองว่าจะไปเอาทรัพย์สมบัตินั้น ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะเรื่องครอบครัวนั้น ตนได้หย่าร้างกับทางอดีตสามีไปเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2559 และได้ทำข้อตกลงหลังใบหย่าร่วมกันว่า ตนเองกับอดีตสามีหย่ากันด้วยความสมัครใจ

โดยก่อนที่จะหย่าได้แต่งงานอยู่กินกันเป็นเวลาประมาณ 19 ปี มีบุตร เป็นจำนวน 3 คน ได้แก่ คนที่ 1 บุตรสาว อายุ 16 ปี, คนที่ 2 บุตรชาย อายุ 14 ปี และคนที่ 3 บุตรชาย อายุ 13 ปี โดยให้ตนเองซึ่งเป็นมารดา เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ฝ่ายเดียว ส่วนคู่หย่าฝ่ายชาย (อดีตสามี) ตกลงให้ค่าเลี้ยงดูแก่บุตรทั้ง 3 คน เดือนละ 50,000 บาท

ส่วนทรัพย์สินได้มีการแบ่งกัน ได้แก่ 1.บ้านที่ ถ.ศรีวังตาล ต.บ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของบุตรทั้ง 3 คน รถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์ของนายอนุพันธ์ (อดีตสามี) ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ ตามหนังสือข้อตกลงในการหย่า โดยที่ทั้งตนเองและอดีตสามีได้ลงรายมือขอรับรองในบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าว ว่าเป็นความจริงทุกประการ และเซ็นชื่อต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของอำเภอบ้านโป่ง

เจ๊บิ๊ก เล่าต่อว่า หลังจากที่ทำสัญญาในการหย่ากันแล้ว ผ่านมา 4-5 ปี ตนเองก็ยังไม่เคยได้เงินค่าเลี้ยงดูบุตรทั้ง 3 คน ในจำนวน 50,000 บาท ตามที่ตกลงไว้เลย แต่ตนเองก็ไม่เคยไปทวงก็ดูแลลูกเอง ส่วนปัญหาเรื่องตึก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ทำมาด้วยกัน ราคาก็ตกอยู่ประมาณ 20-30 ล้านบาท เมื่อวันที่ที่หย่าร้างกันได้ตกลงกันว่า ตึกหลังดังกล่าจะโอนให้เป็นชื่อของบุตรทั้ง 3 คน

แต่หลังจากที่หย่าร้างกันผ่านมา 2–3 ปี ฝ่ายอดีตสามีก็ยังไม่ยอมโอนตึกหลังดังกล่าวให้กับบุตรทั้ง 3 คน ตามข้อตกลงท้ายการหย่า แต่ยังเอาตึกหลังดังกล่าวไปทำภาระผูกพันกับทางธนาคาร เอาเงินมาหลายล้านบาท ตนเองเห็นว่าทางฝ่ายชาย (อดีตสามี) ไม่ได้มีเจตนาที่จะโอนตึกหลังดังกล่าวให้กับบุตรทั้ง 3 คนจริง

ทำให้ตนเองต้องฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดราชบุรีให้ทางฝ่ายชาย (อดีตสามี) โอนตึกหลังดังกล่าวให้เป็นชื่อบุตรทั้ง 3 คนตามข้อตกลงในท้ายการหย่า ซึ่งตนเองต้องบอกว่าไม่เคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในผลประโยชน์ในทรัพย์สินของบุตรทั้ง 3 คน เพียงแต่ต้องปกป้องสิทธิของบุตรทั้ง 3 คนที่ควรจะได้เท่านั้น

เจ๊บิ๊ก ยังกล่าวในประเด็นนี้ว่า ก่อนที่จะเกิดคดีเรื่องที่กล่าวหาว่าตนเองไปเป็นผู้จ้างวานฆ่านั้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ทางฝ่ายอดีตสามี โดนตึกหลังดังกล่าวให้เป็นชื่อบุตรทั้ง 3 คน แต่ทางฝ่ายอดีตสามียังใช้สิทธิอุทธรณ์อยู่ แต่ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ได้ยืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น ต้องให้ฝ่ายชายโอนตึกหลังดังกล่าวให้กับบุตรทั้ง 3 คน ซึ่งก็ไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลย เพราะตนก็ไม่คิดว่าจะเอาทรัพย์สินใดๆ ต้องการยกให้เป็นชื่อลูกเท่านั้น

ในส่วนเรื่องคดีที่ทางอดีตสามีถูกทำร้าย ตนเองต้องบอกว่าน้อยใจในเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องเลย แต่ต้องมาตกเป็นจำเลยในคดีนี้และจำเลยต่อสังคม และตนเองต้องถูกให้เข้าไปอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง กรุงเทพฯ ยาวนานถึง 1 ปี 5 เดือน 12 วัน ทำให้ตนเองเสียสุขภาพจิต เสียอิสรภาพ และเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้กระทำความผิดใดๆ

เจ๊บิ๊ก เล่าอีกว่า ตนเองก็ขอบคุณทุกกำลังใจจากชาวบ้านโป่ง และจากครอบครัวที่เข้าใจตนเอง หลังจากที่ศาลตัดสินยกฟ้องคืนความบริสุทธิ์ให้กับตนเอง ตนก็กลับมาบ้านใช้ชีวิตตามปกติ เปิดร้านทองจำหน่ายทองให้กับลูกค้าชาวบ้านโป่งตามปกติ เพราะตนเองมาจากครอบครัวที่เปิดร้านทองตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ ทุกวันนี้ครอบครัวเราก็ยังคงทำร้านทองที่ให้บริการลูกค้าทั้งในอำเภอบ้านโป่ง และที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งท้ายนี้ตนเองก็อยากจะฝากขอบคุณทุกๆ คนที่ให้กำลังใจ และลูกค้าทุกคนที่มาคอยอุดหนุนซื้อขายทองของที่ร้านทุกๆ ท่าน

ย้อนอ่านคำพิพากษาคดีจ้างวานพยายามฆ่าเสี่ยร้านทอง 

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 63 ที่ห้องพิจารณา 908 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาคดีจ้างวานฆ่าเสี่ยร้านทอง หมายเลขดำ อ.1869/2562 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง ร.ต.อ.ภาคภูมิ หรือ ผู้กองหยอง อดีต รอง สวป.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี, น.ส.เพชรรัตน์ หรือ เจ๊บิ๊ก ตั้งสิริเมธาพร อดีตภรรยา, นายสุนทร หรือ แต่ , นายผจุน หรือ วุ่น , นายธวัชชัย หรือ ต๋อง  และนายวุฒิชัย หรือ กอล์ฟ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานจ้างวานให้พยายามฆ่าผู้อื่นฯ, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัส และความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490

โดยอัยการโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2562 ว่า เมื่อต้นเดือน เม.ย. 2562 – วันที่ 21 เม.ย.2562 ร.ต.อ.ภาคภูมิ และ น.ส.เพชรรัตน์ ได้จ้างวานให้จำเลยอีก 3 คน ใช้อาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มม.พร้อมกระสุนยิงนายอนุพันธ์ โดยมีเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนด้าน จำเลยจึงใช้ท่อนเหล็กแป๊บพันผ้าเทปสีดำ 3 ท่อน รุมตีที่ศีรษะและลำตัวนายอนุพันธ์ และนายชัชวาล คนใกล้ชิด ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนหลบหนี เหตุเกิดบริเวณลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

โดยศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-6 มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ศาลวินิจฉัยปัญหาว่าจำเลยที่ 3-6 กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคนร้ายจำนวน 4 คน ได้ดักทำร้ายนายอนุพันธ์ ผู้เสียหายที่บริเวณลานจอดรถห้างเทสโก้โลตัส ซึ่งนายสุนทร จำเลยที่ 3 ได้ใช้อาวุธปืนบังคับไม่ให้ลูกน้องของนายอนุพันธ์เข้าช่วยเหลือได้

จากนั้นจำเลยที่ 4-6 ได้นำท่อเหล็กรุมทำร้ายตีบริเวณลำตัวหลายครั้ง นานประมาณ 10 นาที ทำให้นายอนุพันธ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีสติครบถ้วนและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จากผลการตรวจของแพทย์พบว่าบาดแผลผู้เสียหายบริเวณลำตัวและศีรษะ ไม่ถึงขั้นจะเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ขณะที่ผู้เสียหายก็เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาไม่ถึง 20 วัน

ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 4-6 ไม่ได้เจตนาจะทำร้ายให้นายอนุพันธ์เสียชีวิต เพราะตอนใช้ท่อนเหล็กตีตามลำตัวร่างกายไม่ได้มุ่งตีที่บริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญ จึงเชื่อว่าคนร้ายต้องการจะใช้ท่อนเหล็กตีสั่งสอนเท่านั้น

ส่วนจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธปืนจี้ลูกน้องของนายอนุพันธ์ เพื่อไม่ให้เข้าไปช่วยเหลือนั้น ก็ไม่ได้เจตนาจะยิงหรือฆ่าผู้อื่นทั้งที่มีโอกาสที่จะทำได้ พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าฯ แต่การกระทำของจำเลยที่ 3-6 ยังคงเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัสโดยมีอาวุธปืน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอีกว่า จำเลยที่ 4-6 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ข่มขืนใจผู้อื่นฯ หรือไม่ พยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยทั้งหมดได้ไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อจะมาก่อเหตุทำร้ายผู้เสียหาย และขณะนั่งรถมาด้วยกัน จำเลยที่ 4-6 รู้เห็นว่าจำเลยที่ 3 พกพาอาวุธปืนมาในกระเป๋าเสื้อ จึงถือว่าร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและร่วมกันพาอาวุธปืน

ปัญหาต้องวินิจฉัยประเด็นต่อไปว่า ร.ต.อ.ภาคภูมิ จำเลยที่ 1 และ น.ส.เพชรรัตน์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ้างวานหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 4-6 ให้การว่าได้รับคำสั่งจากนายทองแดง โดยการสนทนาผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ไม่รู้ชื่อ-นามสกุลจริง รู้เพียงผู้จ้างวานเป็นตำรวจ พยานหลักฐานไม่อาจเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องของนายทองแดงว่าเป็นจำเลยที่ 1 ได้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1

ส่วนจำเลยที่ 2 น.ส.เพชรรัตน์ ตั้งสิริเมธาพร หรือ เจ๊บิ๊ก นั้นไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งชี้ข้อเท็จจริงได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ้างวาน และการทำร้ายร่างกาย เป็นเพียงการคาดการณ์ของโจทก์เองเท่านั้น จึงให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และ 2

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้บาดเจ็บสาหัสโดยมีอาวุธปืน, ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ โดยจำเลยที่ 3-6 ให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 2 ปี 18 เดือน, จำเลยที่ 4 และ 6 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 4 ปี 20 เดือน นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 3-6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย จำนวน 1.2 ล้านบาทเศษ ริบของกลาง และยกฟ้องจำเลยที่ 1-2

Cr : sanook