กุมภาพันธ์ 28, 2021

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่ ข่าวสารทั้วไป ข่าวบันเทิง ข่าวไอที ข่าวใหม่ อัพเดททั้งวัน

เดวิด เบอร์โควิทซ์ (David Berkowitz) บุตรแห่งไอ้แซม

นี้เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่โหดเหี้ยม เป็นคดีที่สร้างความหวาดกลัวชาวนิวยอร์กเป็นจำนวนมาก…………ฝันร้ายเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคม 1976 ดอนนา ลอเรีย สาวน้อยอายุ 18 และเพื่อนของเธอ โจอี้ วาเลนติ อายุ 19กำลังนั่งคุยกันอยู่อยู่ในรถที่จอดอยู่ตรงทางเข้าอพาร์ตเมนต์ของดอนนาตั้งอยู่ในย่านบรองซ์ของนิวยอร์ก(ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านที่อันตรายแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก) แม่ของดอนน่าออกมาต่อว่าลูกสาวว่าควรกลับบ้านได้แล้วหลังจากเที่ยวตะลอนมาทั้งคืน พอแม่ของเธอกลับเข้าไป ไม่นานก็มีชายท่าทางแปลกๆ คนหนึ่งได้เดินเข้ามาใกล้รถของเธอ และหยิบปืนที่อยู่ในถุงกระดาษยิงกระหน่ำยิงรถของเธอรวม 5 นัด ดอนนาเสียชีวิตทันทีเลือดพุ่งกระจายเต็มรถ ส่วนโจอี้ถูกยิงที่ต้นขา ชายดังกล่าวทำท่าจะยิงต่อ แต่พ่อของดอนนา รีบลงมาตามเสียงร้องเขาจึงรีบหนีไป ต่อมาตำรวจเข้ามา แต่ไม่สามารถสืบหาต้นตอได้คดีนี้จึงสรุปว่าเป็นการกระทำของพวกอันธพาลในย่านนั้นคืนวันที่ 23 ตุลาคม 1976 สามเดือนหลังเกิดเหตุขณะที่ คาร์ล เดนาโร ขับรถไปส่งเพื่อนหญิงของเขาโรสแมรี่ คีแกนหลังจากปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยงที่บาร์แห่งหนึ่งย่านควีนส์ เมื่อคาร์ลจอดรถใกล้กับบ้านของโรสแมรี่ ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นยิงเข้าไปในรถ 5 นัด คาร์ลถูกยิงที่ศีรษะ ส่วนโรสแมรี่ตั้งสติได้ดีมาก เธอรีบเข้าเกียร์และเหยียบคันเร่งสุดชีวิตเพื่อนำคาร์ลส่งโรงพยาบาล คาร์ลรอดตายแต่รอยแผลเป็นที่หัวเข้ายังตามหลอกหลอนเขาไปจนตายค่ำวันที่ 26 พฤศจิกายน 1976 ดอนนา เดมาซี่ สาวน้อยอายุ 16 และเพื่อนสาว โจแอนน์ โลมิโน อายุ 18ลงรถเมล์หลังจากไปดูหนัง เมื่อเดินคุยสักพัก ชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เข้ามาทำท่าเหมือนกับจะถามทาง แต่ไม่ทันที่จะเอ่ยอะไร เขากลับหยิบปืนจากเสื้อแจ๊คเก็ตและยิงใส่พวกเธอทันที ก่อนที่คนอื่นจะแห่มา ชายคนดังกล่าวก็หายไปแล้ว ดอนนาไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายแต่โจแอนน์ เธอรอดชีวิตแต่กระดูกสันหลังของเธอเกินเยียวยาจึงต้องใช้ชีวิตกับอัมพาตไปจนตายเที่ยงคืนวันที่ 30 มกราคม 1977 คริสติน ฟรอยด์ อายุ 26 ปี และผู้ดูแลทรัพย์สินของเธอ จอห์น ไดส์ กำลังออกจากแกลเลอรี่แห่งหนึ่งย่านควีนส์ ทันทีที่พวกเขานั่งในรถ เสียงปืนทั้งสองนัดก็ดังขึ้น คริสตินถูกยิงที่ศีรษะเต็มแรงทั้ง 2 นัดตายทันที แต่จอห์นไม่เป็นไร ตำรวจพยายามสอบสวนสาเหตุที่แท้จริงของเหตุฆาตกรรมคริสตินพวกเขาตั้งทฤษฏีไว้เป็นสองประเด็น คือเป็นการกระทำของพวกโรคจิต หรือไม่ก็ฆ่าล้างแค้นแต่ทว่า เมื่อสาวไปเรื่อย ๆ กลับพบว่าคล้ายคลึงกับคดีของ ดอนนา ลอเรีย และโจแอนน์ โลมิโนซึ่งพวกเขารู้แน่นอนแล้วว่ากำลังเผชิญหน้าฆาตกรโรคจิตต่อเนื่องชอบสังหารหญิงสาวเสียแล้วการปฏิบัติการที่ไร้ผลเย็นวันอังคารที่ 8 มีนาคม 1977 นักศึกษาสาวชาวบัลแกเรีย เวอร์จิเนีย วอสเคอริเชี่ยน กำลังเดินอยู่บนถนนดาร์ธเมาธ์เพื่อกลับบ้าน ทันใดนั้น ชายคนหนึ่ง ได้เดินทางสวนมาเกือบถึงตัว เขาก็ใช้ปืนจ่อยิงทันที เธอยกหนังสือที่ถืออยู่ป้องกันตัวแต่กระสุนะลุหนังสือเจาะหน้าเธออย่างจัง ทำให้เธอเสียชีวิตทันที ชายดังกล่าวหนีไปและยังกล่าวทักทายชายวัยกลางคนที่กำลังตะลึงกับศพตรงหน้าว่า”สวัสดีครับ”ตำรวจได้พิสูจน์ศพจากกระสุนที่ใช้ยิงพบว่ามาจากปืนกระบอกเดียวกันกับที่สังหารดอนนา มาเรีย และยิ่งแน่ใจว่าต้องมีเหตุลักษณะนี้อีกแน่นอนวันต่อมา กรมตำรวจนิวยอร์คได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยพิจารณาสัณฐานของฆาตกรจากพยานทั้งหมดว่า เป็นชายผิวขาว อายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 6 ฟุต รูปร่างปานกลางและผมสีเข้ม ตำรวจได้ตั้งปฏิบัติการเฉพาะกิจอย่างจริงจังและเรียกปฏิบัติการนี้ว่า “ปฏิบัติการโอเมกา” ซึ่งได้รับเบาะแสต่างๆ มากมาย ดูเหมือนว่าทุกคนรู้จักเจ้าฆาตกรนี้ไปหมด เช่น “เขาอยู่ข้างบ้านฉัน” “ต้องใช้คนนี้แน่ ๆ เลยคุณ เขาชอบกลับบ้านดึก ๆ เสมอแหละค่ะ “เมื่อตัดข้อความที่ไร้สาระออกไป ก็แทบหาอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลยจดหมายจาก “บุตรแห่งไอ้แซม”ในขณะที่ตำรวจกำลังตามจับแทบพลิกแผ่นดิน การสังหารก็เกิดขึ้นอีกครั้งติด ๆ กัน 17 เมษายน 1977 วาเลนตินา ซูเรียนี อายุ 18 กับแฟนหนุ่ม อเล็กซานเดอร์ ถูกยิงในสวนสาธารณะอัทชินสัน วาเลนตินาตายทันที ส่วนแฟนหนุ่มตายที่โรงพยาบาล ตำรวจพบว่าเป็นกระสุนอันเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ทว่าครั้งนี้แตกต่างกับครั้งอื่นตรงที่มีจดหมายอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ 1 ฉบับ เนื้อหากล่าวว่า”……….ข้ารู้สึกเจ็บแปลกที่พวกเจ้าเรียกข้าว่าตัวเกลียดผู้หญิง เปล่าเลยข้าไม่ใช้ ข้าคือสัตว์ร้าย ข้าคือบุตรแห่งไอ้แซมข้าเป็นเพียงเด็กเลวตัวน้อยคนหนึ่งเท่านั้น ครั้งใดก็ตามที่แซมดื่มหนัก เขาจะร้ายกาจยิ่งนัก เขาจะตอบดีครอบครัวบางครั้งก็ก็จะจับข้ามัดไว้หลังบ้านหรือไม่ก็โรงรถ แซมชอบดื่มเลือด ดังนั้น เขาจึงสั่งให้ข้าออกไปตามหา อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะหยุดข้าพวกเจ้าต้องฆ่าข้าเสีย ฟังให้ดีเจ้าพวกตำรวจ ยิงข้าเสียหรือไม่ก็ไสหัวไปพ้นทางข้า…………”ต่อมาไม่นาน จดหมายอีกฉบับก็ถูกส่งไปยังนักข่าวคนหนึ่งในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยมีเนื้อหาคล้ายกับฉบับแรก26 มิถุนายน 1977 เวลาตีสาม จูดี้ พลาซิโด และเพื่อนชาย ซาลวโตเร ลูโป ถูกกระสุนปริศนา 4 นัด ในรถหลังจากกลับดิสโกในย่างควีนส์ โชคยังดีที่รอดมาได้ แต่ก็บาดเจ็บสาหัส31 กรกฎาคม 1977 เวลาเช้าตรู่ สเตซี่ มอสโกวิทซ์ กับแฟนหนุ่ม บ๊อบบี้ ไวโอเลนเต ถูกกระสุนปริศนาทะลุระหว่างทั้งคู่อยู่ในรถกำลังพลอดรักกันอยู่ในรถที่อ่าวเกรฟเซนด์ สเตรซี่ผู้ยิงที่ศีรษะ 1 นัด ตายที่โรงพยาบาลส่วนบ๊อบบี้รอดชีวิตมาได้แต่ก็สูญเสียตาซ้ายการจับกุมแม้ตำรวจจะสอบสวนหนักเพียงใดจนแล้วจนรอดก็ตามจับฆาตกรคนนี้ไม่ได้สักที ถ้าไม่มีหญิงวัยกลางคนชื่อคาซซิลเลีย เดวิส เธอแจ้งว่าเธอเห็นคนยิงสเตซี่ มอสโกวิทซ์ กับบ็อบบี้ ไวโอเลนเต เธอเล่าว่าเช้าวันที่เกิดเหตุชายคนนั้นได้ตามเธอมาอย่างเงียบ ๆ เธอเห็นหน้าตาเขาค่อนข้างถนัด เขามีหน้ากลม รอยยิ้มที่เป็นมิตรแต่เธอเห็นปืนก็รีบเข้าบ้านทันทีจนกระทั้งไม่กี่อึดดใจก็ยินเสียงปืนดังขึ้น และต่อมาไม่นานเธอเห็นตำรวจจราจรเขียนใบสั่งให้รถคันหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านเธอและเธอก็เห็น”เขา”คนนั้นกลับมาที่รถและขับรถออกไปในทันทีตอนแรกตำรวจไม่ค่อยแน่ใจในตัวเธอมากนักแต่เมื่อสืบดูกับองค์ประกอบต่าง ๆ ก็ค่อนข้างแน่ใจ และตรวจดูวันที่ทำใบสั่งดังกล่าวออกให้กับรถฟอร์ดกาแลคซี่เก่า ๆ คันหนึ่ง เจ้าของชื่อ”เดวิด เบอร์โควิทซ์”ไม่นานนัก ตำรวจหลายนายซุ่มอยู่ที่อพาร์ตเมนแห่งหนึ่งบนถนนไพน์ ทันทีชายคนหนึ่งก้าวเข้ามา พวกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมทันที ชายคนนั้นไม่ขัดขื่นเลย แถมยิ้มอย่างใจเย็นพร้อมรับการจับกุม”ครับ ผมเอง เดวิด เบอร์โควิทซ์”ใครคือเดวิส David Berkowitzย้อนกลับไปในปี 1950 หญิงสาวชาวยิวยากจนคนหนึ่งชื่อ เบ็ตตี้ โบรเดอร์ เธอตั้งท้องเด็กคนหนึ่งกับ โจเซฟ ไคลน์แมนสามีคนที่สองของเธอ สามีไคลน์ไม่ยอมรับเด็กที่จะเกิดและขู่ให้ทำแท้งไม่งั้นจะทิ้งเธอ เธอจำใจต้องหาผู้อุปการะลูกที่จะเกิดนี้ จนสองสามีภรรยาชาวยิวแสนดี เน็ตและเพิร์ล เบอร์โควิทซ์ เสนอตัวอุปการะลูกของเธอ จนกระทั้งเด็กคนนั้นเกิดวันที่ 1 มิถุนายน 1953 เป็นเด็กชาย เธอตั้งชื่อว่า เดวิดเดวิดได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากครอบครัวเบอร์โควิทซ์ อาศัยอยู่ย่านบรองซ์ แต่ตั้งแต่เด็กเดวิดมักเป็นคนนิสัยร้ายอารมณ์ร้าย มักก่อเรื่องกับพวกเด็กในละแวกนั้นเสมอ แต่เขายังรักพ่อแม่บุตรธรรมของเขา จนกระทั้ง ในปี 1967เพิร์ลเสียชีวิตต้องโรคมะเร็งทรวงอก เดวิดเสียใจมากกับการจากไปของเธอ มันยิ่งพัฒนาความโกรธเกรี้ยวให้พัฒนายิ่งขึ้นเมื่อตอนโตในปี 1971 เน็ต แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ฟลอริดาทิ้งให้เดวิดอยู่ตามลำพัง เขาเริ่มใช้จินตนาการ สร้างตัวละครของเขาขึ้นมา และใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมาปี 1971 เดวิดเข้าไปเป็นทหาร ที่นั้นเขาได้รับยกย่องว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธปืนและเป็นนักแม่นปืนแบบหาตัวจับยากที่นั้นเองเขาได้พบแม่กับพี่สาวที่เกิดจากสามีคนที่หนึ่งของเธอ พวกเขาพยายามทำทุกอย่างให้เขามีความรู้สึกดีขึ้นบ้างแต่ไม่นานเดวิดก็แยกตัวออกมา และเดวิดก็ถูกปลดประจำการในปี 1974การดำเนินชีวิตของเดวิดเริ่มเพี้ยนขึ้นเรื่อย ๆ และมีความรู้สึกใหม่ขึ้นมา นั้นคือความรู้สึกเกลียดสตรีเพศ เขารู้สึกว่าชีวิตเขามีแต่คนเกลียด ดูถูกต่างนาน ๆ จนกระทั้งเขาเขียนจดหมายถึงเน็ตเล่าเรื่องของเขาทั้งหมด หลังจากนั้นเขาก็เก็บตัวเงียบให้องพักเกือบเดือน ที่นั้นเขาเขียนระบายสิ่งอัดอั้นในกำแพงผนังห้อง เช่น”ในความกระหายเลือด ข้าสังหารเพื่อนายข้า ข้ากลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเพื่อสังหาร”คริสต์มาส ปี1975 เดวิดยึดหาเลี้ยงตัวด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง แต่เขาทนต่อเสียงเรียกร้องในใจไม่ไหว เขาพกมีดล่าสัตว์ขนาดใหญ่และขับรถตระเวนหาเหยื่อ จนกระทั้งพบเหยื่อเป็นผู้หญิงสาวคนหนึ่งพึ่งออกจากร้านขายของชำ เขาเดินตามข้างหลังเธอและใช้มีดแทงที่หลัง จากนั้นก็เจออีกร้าย เดวิดก็ทำอย่างนี้อีกแม้ทั้งสองได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่ถึงชีวิต แต่มันกลับทำให้เดวิดสบายใจและผ่อนคลายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนไม่นานเดวิดก็ลาออกจากงานที่ทำอยู่ เพื่อรับจ้างเป็นคนขับแท็กซี่ จากนั้นปฏิบัติการสังหารต่อเนื่องคนแล้วคนเล่าก็เริ่มต้นขึ้นและจะฆ่าต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่ถูกจับเสียก่อน หลังถูกจับ เดวิด ถูกจำคุกนานถึง 365 ปี ทิ้งปริศนาว่าอะไรมีส่วนให้เด็กที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม กลายเป็นสัตว์ร้ายเช่นนี้ได้เมื่ออยู่ในคุก เดวิด ประสบผลสำเร็จในการเขียนและทำเงินมากกว่า 200000 ดอลลาร์ และถูกนำไปแปลและทำภาพยนตร์หลายครั้ง แต่ญาติของเหยื่อคัดค้านต่อศาลไม่ให้เขารับเงินนั้น แต่ไม่สำเร็จ เพราะศาลเห็นว่ามันคนละประเด็นกันเดวิดต้องอยู่ในคุกจนกระทั้งสิ้นอายุขัยข้อมูลจาก ต่วนตูนพิเศษ 311 เดือนมกราคม 2544credit :: Cammy @dek-d