พฤษภาคม 17, 2022

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่ ข่าวสารทั้วไป ข่าวบันเทิง ข่าวไอที ข่าวใหม่ อัพเดททั้งวัน











เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณมิ้นครับ คุณมิ้นเล่าว่า.. เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของตัวเองค่ะ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เราเป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 5 เป็นนักศึกษาฝึกสอน หรือเรียกง่ายๆ ว่าครูฝึกสอนนั่นเอง เราได้สอนในโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อและเก่าแก่ แต่สภาพอาคารก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ได้เก่าอะไร ตอนฝึกสอนก็จะแบ่งนักศึกษาฝึกสอนห้องละ 1 คน ครูประจำชั้น และพี่เลี้ยงอีกอย่างละ 1 คน รวมเป็น 3 คนต่อห้อง ที่ต้องดูแลเด็กประมาณ 25 คน พอฝึกสอนครบ 1 เทอม ก็ต้องย้ายห้อง เทอมแรกเราสอนเด็กชั้นอนุบาล 3 ซึ่งเหตุการณ์ก็ปกติดีไม่มีอะไร แต่แล้วก็มาเกิดเรื่องในเทอมที่ 2 หลังจากที่ต้องย้ายห้องค่ะ จากที่สอนเด็กโตก็มาสอนเด็กเล็กอนุบาล 1

การทำงานของครูฝึกสอน เรียกได้ว่าต้องขยันสุดๆ มาถึงโรงเรียน 6 โมงเช้า กลับบ้าน 6 โมงเย็น เป็นอย่างนี้เกือบทุกวัน เช้าวันนั้นจำได้ว่าประมาณ 6 โมงครึ่งเห็นจะได้ เพื่อนเราที่ชื่อ โบ ซึ่งฝึกสอนห้องเดิมที่เราเคยฝึก คืออนุบาล 3/6 ก็วิ่งมาหาเราหน้าตาตื่น เราก็ถามว่า ‘เป็นอะไร ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้?’ โบตอบด้วยเสียงสั่นๆ ว่า ‘อยู่ๆ พัดลมในห้องก็หมุนพร้อมกันทั้ง 4 ตัว กระดาษปลิวว่อนเต็มห้องไปหมด..’ เราก็เลยแกล้งแซวไปว่า ‘เปิดเองแล้วลืมหรือเปล่า?’ โบยืนยันว่าไม่ได้เปิดเองแน่ๆ อยู่คนเดียว สวิทช์ไม่ได้เปิด แต่พัดลมมันหมุนเอง ซึ่งเราก็คิดในใจนะว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงวะ? เช้าวันนั้นโบไม่กล้ากลับไปที่ห้องเรียนตัวเอง เราต้องเดินไปส่ง.. หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านไป เราก็ไม่ได้เก็บมาคิด จนค่อยๆ ลืมไป

ทีนี้ มันก็มีเรื่องที่เกิดกับตัวเราเองบ้าง ต้องขออธิบายลักษณะห้องเรียนที่เราสอนก่อนนะคะ เนื่องจากเป็นเด็กเล็ก จึงมีห้องน้ำในห้องเรียนเลย แล้ววันนั้นต้องพาเด็กๆ ลงไปเล่นที่สนามเด็กเล่น ก็ให้เด็กๆ ทุกคนออกไปใส่รองเท้ารอหน้าห้อง ส่วนเราก็เดินมาปิดไฟ ปิดแอร์ และไม่ลืมที่จะปิดไฟห้องน้ำ พอหันหลังจากปิดไฟห้องน้ำเท่านั้น ก็ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะในห้องน้ำ เราก็ เอ๊ะ? ใครอยู่ในห้องน้ำนะ เด็กๆ ออกไปหน้าห้องกันหมดแล้วนี่นา เพื่อความชัวร์ เราก็เลยเปิดไฟเพื่อเดินดูในห้องน้ำทุกห้องใหม่อีกครั้ง เดินดูทีละห้องเลย แต่ก็ไม่มีใคร เท่านั้นล่ะ เรารีบเดินออกจากห้องน้ำอย่างไว ในหัวมีแต่ความสงสัย..

ผ่านไปหลายวัน จนลืมเรื่องนี้ไปแล้ว คราวนี้เจอหนักกว่าคราวก่อนอีก คือช่วงเวลานอนกลางวันของเด็กๆ ครูประจำชั้นไปกินข้าว ส่วนเราอยู่เฝ้าเด็กๆ นอนค่ะ ปิดไฟทุกดวง เด็กทุกคนก็หลับสนิท บรรยากาศในห้องมืดสลัวๆ มีเพียงแสงที่ส่องมาจากนอกห้อง แอร์ก็เย็นจนหนาว เราต้องหาอะทำแก้ง่วง เลยหยิบงานมานั่งทำข้างๆ ที่นอนเด็ก ซึ่งตรงกับทางเข้าห้องน้ำพอดี เพราะตรงนั้นต้องเว้นพื้นที่ไว้ให้เด็กเดินผ่านเข้าห้องน้ำ บรรยากาศกำลังเงียบๆ น่าง่วง อยู่ๆ ก็มีเสียงของตกในห้องน้ำ เราเดาว่าน่าจะเป็นกล่องหวีของเด็ก ก็คิดในใจว่าเราวางชิดผนังแล้ว ทำไมถึงตกลงมาได้ แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยไปเก็บ แล้วก็นั่งทำงานต่อ จู่ๆ ก็มีเสียงดัง ‘ปังๆๆ’ เป็นเสียงคนทุบกระจกเงาในห้องน้ำ เราก็หันไปมอง แล้วก็หันหลับมานับจำนวนเด็กที่นอนอยู่ว่ามีใครลุกไปห้องน้ำหรือเปล่า? แต่ก็นอนอยู่ครบทุกคน.. สักพัก ก็ดังขึ้นมาอีก เสียงทุบกระจก ‘ปังๆๆ’ ดังรัวมาจากข้างในห้องน้ำ ไม่ใช่จากที่อื่นแน่ๆ เพราะเรานั่งอยู่ที่ทางเดินหน้าห้องน้ำ ได้ยินชัดมาก เสียงดังมากๆ ไม่ยอมหยุด ตอนนั้นเราก็เริ่มกลัวละ แต่เอาวะ เป็นไงเป็นกัน กลั้นใจลุกไปเปิดไฟห้องน้ำ ปรากฏว่าพอเปิดไฟปุ๊บ เสียงทุบกระจกหยุดลงปั๊บ และในห้องน้ำไม่มีใครเลย.. เรามองดูกล่องหวีที่คิดว่าตกลงมา แต่อ้าว! มันยังวางอยู่ที่เดิม เราคิดว่าโดนแล้วล่ะ เลยเปิดไฟทิ้งไว้แบบนั้นเลยค่ะ

ตกเย็นเรากลับถึงหอพัก รีบโทรหาพ่อทันทีเลยค่ะ บอกพ่อว่าเราไม่ไหวแล้ว โดนผีหลอก 2 รอบละ พ่อก็พูดปลอบใจว่า ‘วันหยุดกลับมาบ้านสิ เดี๋ยวพ่อหาพระไว้ให้คล้องสักองค์..’ เราไม่รอช้าค่ะ วันหยุดเสาร์อาทิตย์เรากลับบ้านหาพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดทันที พ่อเราให้พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าองค์เล็กๆ มาคล้อง พ่อบอกว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เก็บรักษาไว้ให้ดีๆ เราก็สวมไว้ที่คอโดยไม่ถอดออกเลย จนผ่านไป 1 สัปดาห์ เราพยายามไปโรงเรียนไม่เช้ามาก และกลับไม่เย็นมาก แต่เผอิญว่าวันนั้นที่โรงเรียนดันมีโครงการดอกไม้ ต้องอยู่ช่วยกันทำกับเพื่อนๆ ให้เสร็จ เลยต้องกลับเย็น เรานั่งทำงานกันใต้ตึกจนเวลาผ่านไปถึงเกือบ 6 โมงเย็น ช่วงนั้นหน้าหนาวจะมืดเร็วกว่าปกติอีกต่างหาก แล้วก็ซวยซ้ำซ้อน ที่ดันลืมของไว้ในห้องเรียน ต้องขึ้นไปเอา ห้องเรียนเราอยู่ชั้น 2 จะชวนเพื่อนคนไหนไปเป็นเพื่อน ก็ดูจะยุ่งๆ กันหมด เราเลยขึ้นไปคนเดียว เปิดไฟทุกดวงในห้องแล้วเดินไปหยิบของ ตอนนั้นก็รู้สึกโอเคไม่น่าจะมีอะไร ทีนี้เราปวดฉี่ มองซ้ายมองขวาไม่มีใคร จะไปเข้าห้องน้ำครูก็อยู่ชั้น 3 เลย ก็มักง่ายเข้าห้องน้ำเด็กเอาแล้วกัน แต่เราไม่เปิดไฟนะ เพราะห้องน้ำเด็กจะไม่มีประตูปิด ก็เดินมืดๆ เข้าไปประมาณห้องที่ 3 ถ้าจำไม่ผิด ขณะกำลังจะนั่งลงจะฉี่ จู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบจนแสบตา ออกมาจากคอของเรา ตอนนั้นจำได้แม่นเลย เป็นแสงสีเหลืองสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องน้ำ วาบเดียวสั้นๆ แต่สิ่งที่เราเห็นนั้นทำเอาเราจำติดตาเลยค่ะ เพราะมันมีเงารูปร่างคนนั่งอยู่ที่ขอบอ่างล้างหน้า ตำแหน่งตรงกันข้ามกับเรา ประมาณว่านั่งมองกันยังไงยังงั้นเลยค่ะ! อารมณ์นั้นคือช็อคสุดๆ ฉี่ไม่ออกแล้วค่ะ โกยเลยทีเดียว ของก็ยังไม่ทันได้หยิบ ปิดไฟในห้องแล้ววิ่งลงเลย ลงไปบอกกับเพื่อนว่ามีธุระด่วนขอกลับก่อน

พอกลับถึงหอพัก เรารีบโทรหาพ่อเลย เล่าเหตุการณ์ให้พ่อฟัง พ่อก็บอกว่า ‘มันเป็นอภินิหารที่พระท่านคุ้มครองเราจากสิ่งไม่ดี..’ แล้วจากวันนั้น เราก็ไม่เคยถูกผีหลอกอีกเลยค่ะ แล้วด้วยความอยากรู้เรื่องราว เราเลยไปถามภารโรงที่อยู่มานาน เขาก็เล่าให้ฟังว่า ‘เมื่อนานมาแล้ว ในห้องน้ำนั้นมีเด็กปีนเล่นซนจนล้มลงมาหัวฟาดตาย นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องนะ ก็อย่างว่า โรงเรียนนี้มันจะร้อยปีแล้วนี่นะ..’ เอาจริงๆ เราว่าทุกที่ก็เคยมีคนตายนั่นล่ะค่ะ ที่รู้ๆ คือปัจุบันพระเรายังติดตัวเสมอ เพราะถอดทีไรเป็นเรื่องทุกที