กันยายน 25, 2021

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่ ข่าวสารทั้วไป ข่าวบันเทิง ข่าวไอที ข่าวใหม่ อัพเดททั้งวัน

เรื่องราวของแมรี่ เบลล์นั้นแสดงอะไรให้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง กล่าวคือเธอเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์(ตอนที่เธอก่อคดีนั้นเธอมีอายุเพียง 10-11 ปีเท่านั้น) แสดงให้เห็นว่าฆาตกรต่อเนื่องมีหลายอายุ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชาย หญิงคนแก่ หรือแม้กระทั่งเด็กก็เป็นฆาตกรต่อเนื่องได้เหมือนกันแมรี่ เบลล์ทำให้คนอื่นเห็นว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมสุดเลวร้าย พ่อแม่ไม่ได้ทำตัวผู้ปกครองที่ดี ผลสุดท้ายเด็กก็กลายเป็นฆาตกร และไม่ต้องรอถึงเติบโตเป็นผู้หญิง เด็กก็สามารถฆ่าคนโดยไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อยแมรี่ เบลล์แมรี่ เบลล์ เกิดวันที่ 26 พฤษภาคม 1957 ในเมืองนิวคาสเซิ่ลทางตอนเหนือของอังกฤษ เป็นบุตรของนางเบ็ตตี้ เบลล์เป็นโสเภณีติดยาที่ชอบออกจากบ้านเพื่อไปทำงานในกลาสโกว์อยู่เสมอ (เธอเป็นโสเภณีประเภทซาดิสต์ ชอบเล่นแส้และเครื่องพันธนาการ) เบตตี้เกิดแมรี่ขณะที่อายุเพียง 17 ปีเท่านั้น แมรี่เกิดมาโดยไม่มีพ่อ ซึ่งพ่อของแมรี่คือบิลลี่เป็นคนรักของเบตตี้ แต่เนื่องจากเธอรับเงินช่วยเหลือจากประกันสังคมอยู่จึงสอนลูกให้เรียกบิลลี่ว่าคุณลุงแทนบิลลี่พ่อของแมรี่ (ซึ่งแมรี่เชื่อว่าเป็นคุณลุงตลอด) เป็นเพียงพวกหัวขโมยเล็กขโมยน้อย เคยจับกุมในข้อหาโจรกรรมมาแล้วและแต่งงานกับเบตตี้หลังจากที่แมรี่เกิด อย่างไรก็ตามเบตตี้นั้นเกลียดแมรี่มาก กล่าวกันว่าเบทตี้พูดกับพยาบาลหลังจากที่คลอดแมรี่เสร็จเป็นคำแรกว่า “เอาสิ่งนั้นไปไกล ๆ จากฉันซะ!!” นอกจากนี้ยังมีความจริงที่น่าตกใจคือบตตี้มีความคิดที่จะฆ่าเบ็ตตี้มากกว่าหนึ่งครั้ง โดยพยายามฆ่าให้ตายให้เหมือนอุบัติเหตุในช่วงไม่กี่ปีแรกที่เกิดหลังจากแมรี่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมต่อเนื่อง เธอยังอ้างด้วยว่าเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ แม่ของเธอบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายขณะที่เธออายุยังน้อย (ประมาณ 4 ปี)ส่วนสภาพในบ้าน ตำรวจที่เคยไปบ้านของแมรี่ถึงกับกล่าวออกมาภายหลังว่า”ไม่รู้สึกว่ามันเป็นบ้าน มันเหมือนเปลือกหอย สิ่งเดียวที่บอกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคือเสียงหมาเห่า”เบตตี้นั้นไม่เป็นแม่ที่ดีเลยแม้แต่น้อย กล่าวกันว่าหลังแมรี่ถูกจับ เธอก็เอาเรื่องของลูกของเธอไปขายในหนังสือพิมพ์พยายามทำตัวออกสื่อให้กำลังใจลูกสาว เขียนข้อความบทกวีออกมาเร่ขาย ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย แมรี่มีพฤติกรรมแปลกมาตั้งแต่ยังเด็ก มักจะมีเรื่องทำร้ายร่างกายเด็กคนอื่นอยู่บ่อยๆอย่างไม่ค่อยมีเหคุผลเธอเคยบีบคอซูซานซึ่งเป็นญาติเพียงเพราะเหตุผลว่าซูซานไม่ได้ให้ของขวัญในวันเกิดของเธอ บางคนถูกเธอผลักตกลงจากกันสาดอย่างไม่มีเหตุผล นอกจากนี้แมรี่ ยังมีนิสัยที่ใครๆ ต่างไม่ชอบเธอ ตรงที่ เธอฉลาด ไม่รู้จักอาย เธอชอบโกหก ชอบโอ้อวดไม่รู้สึกสำนึกผิดที่ตนทำกับคนอื่นเอาไว้ แต่กระนั้นเธอก็อยากเป็นจุดสนใจต่อสายตาผู้อื่นวันที่ 25 พฤษภาคม 1968 ย่านนิวคาสเซิ่ลทางตอนเหนือของอิงแลนด์ เวลา 23.30 น. เด็ก 3 คน ได้พบศพของเด็กเล็กคนหนึ่งที่ชั้นสองของบ้านร้างหลังเก่า ศพนั้นนอนหงายอยู่บนพื้น ลักษณะมีเลือดไหลออกจากปาก แก้มและคางมีน้ำลายเลอะเทอะอยู่เป็นจำนวนมาก ใกล้ๆกับศพมีขวดแอสไพรินเปล่าตกอยู่จากการสืบสวนพบว่าเหยื่อเคราะห์ร้ายชื่อมาร์ติน บาราวน์ อายุ 4 ปี สาเหตุการเสียชีวิตไม่แน่ชัด (ตอนหลังถึงรู้ว่าเด็กถูกแมรี่ เบลรัดคอและถูกทิ้งที่บ้านร้าง) มีพยานให้การว่าเขาพบมาร์ตินครั้งสุดท้ายเวลา 15.15 น.ของวันนั้น มาร์ตินไปซื้อขนมที่ร้านขนมและแวะบ้านของป้าเพื่อกินขนมปัง เขาออกจากบ้านของป้าเวลา 15.20 น. ก่อนจะถูกพบเป็นศพเมื่อเวลา 15.30 น.ตอนแรกตำรวจเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตเด็กเป็นอุบัติเหตุ แต่ชาวย้านไม่พอใจกับการสือสวนดังกล่าว เพราะคิดว่าเป็นการฆาตกรรมมากกว่า จึงรวมตัวประท้วงรุ่งขึ้นหลังการตายของมาร์ติน มีเด็กผู้หญิงสองคนมายังบ้านของมาร์ติน ทั้งสองคือ แมรี่ เบล อายุ 10 ขวบ และนอร์มา เบลอายุ 13 ขวบ (แมรี่และนอร์มา มีนามสกุลเดียวกันก็จริงแต่ไม่ได้เป็นญาติกัน และนอร์มาไม่มีส่วนรู้เห็นในการฆาตกรรมมาร์ติน)ริต้าซึ่งเป็นป้าของมาร์ตินให้การในภายหลังว่าเด็กสองคนมาบ้านของเธอเพื่อก่อกวน แมรี่ถามคำถามที่เสียดแทงใจเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเกี่ยวกับการตายของมาร์ติน ทำนองว่า”ป้าคิดถึงมาร์ตินไหม?” “ร้องไห้ให้มาร์ตินหรือเปล่า?” มาร์ตินตายแล้วเหงารึเปล่า” “มาร์ตินตายแล้วร้องไห้รึเปล่า”และแมรี่นี่เองที่เป็นคนมาแจ้งให้ริต้าทราบว่าหลานของเธอตายอยู่ที่ตึกร้างในวันเกิดเหตุจูน บาราวน์ แม่ของมาร์ตินก็โดนเด็กแสบสองคนมาก่อกวน เช่นกัน”เธอหมุนตัวไปรอบๆ และยิ้มแย้มแบบเด็กน่ารักทั่วไป เธอบอกว่าขอพบมาร์ติน ฉันบอกว่ามาร์ตินตายแล้ว เธอก็ยิ้มตอบแล้วตอบมาว่าเธอก็รู้ว่ามาร์ตินตาย ก่อนที่ฉันจะโกรธกับคำตอบนั้น ฉันก็ปิดประตูดังใส่หน้าเธอ”เช้าวันที่ 27 พฤษภาคม สถานรับดูแลเด็กเดย์ เนอร์เชอร์ ใกล้ที่เกิดถูกเหตุมาร์ตินนอนเสียชีวิต ถูกคนบุกรื้อค้น ข้าวของกระจุยกระจายเกลื่อนพื้น แต่ที่รบกวนจิตใจและน้ากลัวมากกว่าอะไรทั้งหมดก็คือ ตำรวจพบกระดาษ 4 แผ่น เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ปะปนอยู่ในกองเครื่องเขียน ข้อความว่าแผ่นที่ 1 “ฉันฆ่าคน แล้วฉันจะกลับมาใหม่”แผ่นที่ 2 “เราฆ่าคน ระวังแฟนนีและแฟ็คก็อตให้ดี”แผ่นที่ 3 “เราฆ่ามาร์ติน บราวน์ ไอ้สารเลว”แผ่นที่ 4 ” พวกแกพลาด เพราะเราฆ่ามาร์ติน บาราวน์ ตายแล้ว จงระวังแฟนนีและแฟ็คก็อต จะเป็นคนต่อไป”ในครั้งแรก ตำรวจยังคงเชื่อว่านี่เป็นการเล่นตลกเสียมากกว่าจึงโยนทิ้งกระดาษพวกนั้น และในวันเดียวกันนั้นเองแมรี่ก็เขียนในสมุดบันทึกโรงเรียนดังข้างล่างนี้ในบันทึกมีรูปวาดเป็นรูปของเด็กผู้ชายอยู่ท่าทางเดียวกับมาร์ตินตอนพบศพ มีขวดอยู่ใกล้ๆ เขียนคำว่า “ยา” มีชายคนหนึ่งเดินมาที่เด็ก และข้อความว่า” วันเสาร์ฉันอยู่ในบ้าน แม่ให้ฉันไปถามนอร์มาว่าไปซื้อของด้วยกันไหม เราไปด้วยกัน และกลับมาตามถนนมาเกร็ตเห็นมีคนมุงอยู่ที่บ้านหลังเก่า ฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น มีเด็กคนหนึ่งนอนตาย”แต่สมุดของแมรี่ไม่สะกิดใจครูเลยแม้แต่น้อยวันศุกร์ สัปดาห์เดียวกัน แมรี เบลล์ และ นอร์มา เบลล์ ถูกจับกุมได้คาหนังคาเขา ฐานบุกรุกสถานรับดูแลเด็ก ครูที่เดย์ เนอร์เซอรีแต่ปฏิเสธการบุกรุกคราวก่อน และถูกปล่อยตัวให้อยู่ในการควบคุมของผู้ปกครองไปจนกว่าจะส่งฟ้องศาลเยาวชนอาทิตย์ถัดมา มีเด็กผู้ชายคนอื่นเห็นแมรี่กระโจนใส่นอร์มา ที่บ่อทรายของเนอร์เซอรี แมรีข่าวและเตะหน้าของนอร์มา พร้อมกับตะโกนว่า”ฉันเป็นฆาตกร” และเธอยังชี้ไปยังตึกร้างที่พบศพของมาร์ตินพร้อมกับบอกว่า”บ้านหลังโน้นไง ที่นั้นแหละที่ฉันฆ่า…..”หากในตอนนั้นไม่มีใครถือจริงจัง เพราะแมรี่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคนขี้โกหกไบรอันโฮวี่วันที่ 31 กรกฏาคม 1968 เวลาประมาณ 23.10 น. ตำรวจได้พบศพไบรอันโฮวี่ อายุ 3 ปี ศพของเขาถูกพบใต้บล๊อกอิฐใกล้ละแวกบ้านศพของเขาถูกหมกอยู่ใต้หญ้าและวัชพืชดอกไม้สีม่วง ปากมีน้ำลายปนเลือดติดอยู่ ศีรษะถูกทุบด้วยของแข็ง มีรอยข่วนที่จมูก ใกล้กับศพมีกรรไกรตกอยู่ คมข้างนึงหัก อีกข้างบิดงอ มีรอยแทงที่บริเวณต้นขาศพ อวัยวะเพศถูกเฉือนหายไปบางส่วน ผมถูกตัดไปกระจุกหนึ่งและมีบาดแผลแปลกประหลาด ขนาดตำรวจบอกว่า”เหมือนทำเล่นๆ เพื่อความสนุก แต่เป็นการเล่นที่สยดสยอง”บริเวณท้องถูกกรีดเป็นตัวอักษร M ซึ่งรอยแผลนี้กระทำขึ้นหลังจากที่ไบรอันเสียชีวิต (เชื่อว่าตอนแรกคิดจะกรีดเป็นตัว N แต่ต่อมาก็กรีดรอยที่สี่ต่อเป็นรูป M ทีหลัง ด้วยมือของอีกคน) แพทย์ชันสูตรสรุปว่าสาเหตุการตายเพราะถูกบีบคอโดยเด็ก ตรงนี้เองที่ตำรวจเอะใจเชื่อว่ามาร์ติน บราวน์ที่เสียชีวิตก่อนหน้า น่าจะตายด้วยสาเหตุเดียวกัน เพราะแรงบีบของเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่มากจนไม่เหลือรอยช้ำไว้ชัดนักและทั้งคู่น่าจะถูกฆาตกรคนเดียวกันฆ่าตายตำรวจได้รวบรวมเด็กๆอายุตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปีกว่า 1200 คนซึ่งอาศัยอยู่ในแถบนั้นและแจกแบบสอบถามให้กับทุกคน ในบรรดาคำตอบซึ่งไม่ตรงประเด็นเท่าใดนักกว่า 1000 ใบ มีอยู่ 2 คนที่น่าสงสัยกว่าคนอื่น ในที่สุดชื่อของแมรี่และนอร์มาก็ผุดขึ้นมาในฐานะผู้ต้องสงสัยโดยนอร์มาออกอาการตื่นเต้นในการฆาตกรรม ส่วนแมรีคอยหลีกเลี่ยงไม่รู้ไม่เห็นและมีท่าทีแปลกๆ”เธอยิ้มระรื่นตลอดเวลาราวกับเป็นเรื่องขำเต็มประดา” เจ้าหน้าคนหนึ่งบอกแมรี่และนอร์มาถูกสอบปากคำหลายครั้ง และพวกเธอก็กลับคำให้การของตัวเองไปเรื่อยๆ ต่อมาแมรี่ให้การว่าเธอเห็นเด็กชายคนหนึ่งมีดอกไม้สีม่วงติดตัวและถือกรรไกร หากเมื่อตำรวจสอบปากคำเด็กชายดังกล่าวก็พบว่าเขามีพยานยืนยันที่อยู่อันแน่นอน ข้อสงสัยจึงตกมายังแมรี่ เนื่องจากลักษณะของกรรไกรซึ่งพบในที่เกิดเหตุนั้นไม่ได้ถูกประกาศออกสู่สาธารณชนและในที่สุดนอร์มาก็รับสารภาพออกมา ครั้งแรกเธอบอกว่าแมรี่พาเธอไปดูศพของไบรอัน (มีการพบมีดโกนซึ่งใช้กรีดท้องไบรอันตามคำให้การของนอร์มา) ก่อนจะยอมรับภายหลังว่าแมรี่บีบคอไบรอันต่อหน้าของเธอโดยคำให้การนี้ แมรี่จึงถูกปลุกจากเตียงกลางดึก เพื่อนำตัวไปสืบสวน แน่นอนว่าแมรี่ปฏิเสธคำให้การทุกประการของนอร์มาไม่กี่วันต่อมา แมรี่และนอร์มาก็ถูกจับกุมอย่างเป็นทางการ และถูกคุมตัวในสถานีตำรวจนิวคาสเซิล เวสท์เอ็น ในระหว่างนั้นแมรี่กล่าวหาว่านอร์มาเป็นคนฆ่าไบรอันตลอดเวลา และระหว่างนั้นเองแมรี่ก็ได้รับการตรวจอาการทางจิตจากนักจิตวิทยานักจิตวิทยาให้ความเห็นว่า”ผมเคยพบกับเด็กที่เป็นฆาตกรหลายคนแล้ว แต่รายที่รุนแรงและอันตรายอย่างนี้เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก เธอทั้งฉลาด รู้จักพลิกแพลง”วันที่ 5 ธันวาคม 1968 แมรี่ เบลล์ และนอร์มา ถูกนำตัวขึ้นศาล ในขณะที่นอร์มาร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง แมรี่กลับมีทีท่าเฉยชาไม่ยินดียินร้ายและตั้งใจฟังการตัดสินคดีอยู่ตลอดเวลา ในเวลานั้นภาพของเด็กสาวหน้าตาดี ฉลาด ผมดำ ตาคมสีฟ้าไร้แววสีหน้าอารมณ์ความรู้สึก พร้อมกับตอบคำถามแบบฉะฉาน ล้วนเป็นที่จดจำของบรรดาคนในศาลในวันนั้นในศาลครอบครัวของแมรี่ก็มาร่วมฟังด้วย กล่าวกันว่าแม่ของแมรี่สร้างความวุ่นวายในชั้นศาลด้วยการทำเสียงคร่ำครวญร้องไห้สะอึกสะอื้นรวมถึงทำเป็นวิ่งถลาออกไปนอกห้องทั้งๆ ที่กำลังมีการพิจารณาคดีอยู่และอีกประเดี๋ยวก็กลับเข้ามาราวกับนักแสดงละครน้ำเน่า ส่วนพ่อของแมรี่ก็นั่งเงียบไม่ใส่ใจท่าทีของคนรักของเขาส่วนคำถามสำคัญทำไมแมรี่ถึงฆ่าเด็กสองคน แมรี่ตอบเพียงว่ามันสนุก เธอได้วิธีฆ่าคนแบบนี้เพราะจำจากโทรทัศน์ส่วนคำถามทำไมถึงต้องวาดภาพมาร์ติน บราวน์และทำลายข้าวของเนอร์เซอรี แมรี่ตอบว่าเพราะมันสนุกเช่นกันมันเหมือนกับการเล่นตลกครั้งใหญ่แน่นอนคดีนี้มีผู้คนนักข่าวมาเข้าร่วมฟังมากที่สุดในประวัติการณ์ในที่สุด วันที่ 17 ธันวาคม การตัดสินก็ออกมาตามความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ นอร์มาถูกตัดสินให้ไม่มีความผิดจึงถูกปล่อยตัวออกมา ส่วนแมรี่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าคนสองรายโดยไม่ไตร่ตรองไว้ก่อน โทษคือ”ควบคุมตลอดชีวิต”หากเนื่องจากเธออายุยังน้อย โทษจึงเป็นเพียงรับการรักษาทางจิตให้หายดีและปล่อยตัวในภายหลัง ทว่าไม่มีโรงพยาบาลโรคจิตที่จะรับรองแมรี่ไว้ได้ เธอจึงถูกส่งตัวไปยังสถานกักกันเยาวชนเรดแบงค์ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 1969 ถึง พฤศจิกายน 1973ปี 1977 แมรี่อายุ 20 ปีถูกย้ายไปยังเรือนจำสไตอัลซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยไม่ดีนัก เธอและเพื่อนแหกคุกไปก่อนจะถูกจับได้ในอีก 3 วันให้หลัง ระหว่างการแหกคุกครั้งนี้เธอได้ทิ้งพรหมจารีและตั้งท้องไปเรียบร้อยแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ แมรี่ให้การว่า”ฉันแค่อยากจะแสดงให้เห็นว่าตัวเองปกติดี และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้เท่านั้นเอง”แมรี่ เบลล์ ตอนโตเป็นสาว14 พฤษภาคม 1980 แมรี่ถูกปล่อยตัวเมื่ออายุได้ 23 ปี โดยไม่ได้รับการเยียวยาให้หายจากอาการทางจิตเลยเธอเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ รวมไปถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่แมรี่กลับไปอยู่กับแม่ของเธอ สี่ปีต่อมาเธอก็คลอดบุตรสาวออกมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 1984 โดยไม่มีการเปิดเผยชื่อลูกสาว จนกว่าลูกสาวของเบลล์ จะอายุ 18 ปี (อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2003แมรี่ก็ได้เงินชดเชยจากศาลจากการฟ้องร้องเมื่อมีคนเปิดเผยชื่อลูกสาวของเธอ)แมรี่ได้เข้ามหาลัยและจบออกมาก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นพนักงานบริการ จนคลอดบุตรหญิงในปี 1984 ที่จริงแล้วแมรี่อยู่ภายใต้การควบคุมของเรือนจำจนถึงปี 1992 หากเธอก็ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงลูกคนนี้ได้ปี 1998 แมรี่รอจนลูกสาวโตแล้วกลับมาใช้ชื่อเดิมพร้อมกับออกหนังสือชีวประวัติของตัวเอง (Cries Unheard)ไม่รู้ว่าเนื้อหามีความจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะคนส่วนใหญ่จนทุกวันนี้ก็ยังมองว่าแมรี่เป็นคนขี้โกหกอยู่ดีปี 2003 แมรี่หายตัวจากสังคม อย่างไรก็ตามในปี 2009 ก็มีข่าวเกี่ยวกับแมรี่เบลล์ว่าตอนนี้เธอกลายเป็นคุณยายแล้วและชีวิตของเธอมีความสุขดี….อ้างอิง หนังสือผู้หญิงอำมหิต โดยเชิง ไกรวลีเว็บ https://en.wikipedia.org/wiki/Mary_Bellcredit :: [email protected]

Cr : สมาคมเขย่าขวัญ v.2