พฤศจิกายน 28, 2021

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่

สาระนะ แหล่งรวบรวมข่าวสาร แห่งใหม่ ข่าวสารทั้วไป ข่าวบันเทิง ข่าวไอที ข่าวใหม่ อัพเดททั้งวัน

“The Palace….พาแดนซ์” ปราสาทดนตรีอัศจรรย์ จากตำนานที่ใช้คำว่า “เก๋า” ได้เต็มปาก

เวลานึกถึงกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ที่รวมตัวเป็นทีมแล้ว หลายๆ คนคงนึกถึง The Avengers หรือ Justice League แต่นอกจากซูเปอร์ฮีโร่แล้ว วงการเพลงก็มีการรวมตัวของซูเปอร์กรุ๊ปของเหล่านักดนตรีและศิลปินระดับสตาร์ด้วย ซึ่งในเมืองไทยหนึ่งในซูเปอร์กรุ๊ปที่ดังสุดคือวง The Palace ที่เป็นรวมตัวสตาร์วงการเพลงที่อยู่เหนือการเวลาจากวงต่างๆ

ที่เป็นการรวมตัวของกลุ่มศิลปินระดับตำนาน ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ, จี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์ จากวง Royal Sprites, จิ๊บ-วสุ แสงสิงแก้ว จากวง พลอย, ต้น-วงศกร รัศมิทัต จากวง Mcintosh, สันต์-พีรสันติ จวบสมัย และ สายชล-ธนชน ระดมกิจ จากวง The Innocent, จืด-มนตรี กิตติกัลป์ จากวง Forever และ เต้ย-รณภพ ศิลปะพงศกร จากวง อินคา ที่นอกจากจะโดดเด่นทางสไตล์และมีพรสวรรค์ทางดนตรีแล้ว พวกเขายังขึ้นชื่อในฐานะศิลปินที่มีไฟและวินัยในการทำงานสุดๆ และล่าสุดพวกเขาก็ได้มาขึ้นเวทีในงาน The Nightclub Concert Ep.1 The Palace….พาแดนซ์ จากผู้จัด World Artists Thailand

แม้จะเป็นศิลปินที่ต่างจากยุคผู้เขียน แต่เราเองสนใจที่อยากสัมผัสความสนุกของดนตรีในยุค 80 จากวง The Palace ที่เหมือน The Avengers ของวงการเพลง เพราะซูเปอร์กรุ๊ปนั้นถือเป็นสิ่งที่ห่างหายจากวงการเพลงไปนาน และในวันที่สมาชิกมาชักชวนทุกคนให้ชมคอนเสิร์ตนั้น ทุกคนได้เต็มไปด้วยพลังและขายความสนุกของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจนเรารู้สึกอิ่มเอมมากและตัดสินใจเข้าร่วมชม

โดยการแสดงนี้ได้เริ่มด้วยการแสดงเมดเล่ย์เพลงที่ต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งเพลงดังยุคก่อน “ไม่รักแกล้งหลอก” ของ ดอน สอนระเบียบ, และเพลงดังของ Boney M. อย่าง “Bahama Mama”, “เพียงกระซิบ” ของ The Innocent, “Dakedo I Love You” จาก ยูมิโกะ ทากาฮาชิ รวมถึงเพลงของสมาชิก The Palace อย่าง “ปาป๊ามาม๊า” ของ Forever, “สุภาพบุรุษนักฝัน” ของวง พลอย, “เจงกิสข่าน” ของ Royal Sprites พร้อมแดนเซอร์และภาพเวทีที่นึกถึงยุค 80 ตามคอนเซ็ปต์ของโชว์ ซึ่งหลังจากนั้นก็มากับการแนะนำตัวที่จี๊ดและจิ๊บรับหน้าที่เหมือนเอ็มซีของงานในการแนะนำทุกคนและภาพจำของพวกเขาในวันวานที่เรามองว่าเป็นการปลุกอารมณ์แฟนๆ ในวันวานและทำให้คนรุ่นใหม่ที่ชมโชว์เห็นภาพว่าทั้ง 8 โดดเด่นอย่างไรและเป็นตำนานเพราะอะไร

พอถึงการแสดงพาร์ทแรกก็ตามด้วยเพลง “หนึ่งเดียวคนนี้” ของปุ๊ อัญชลี ที่เป็นการเริ่มต้นความร็อคของงาน และทำให้เราว้าวกับคุณภาพเสียงที่่ร้องได้หลายโทนรวมไปถึงการแผดที่เป็นเอกลักษณ์ของผลงานนี้ และตามด้วยเพลง “เธอ เธอ เธอ” ของ Mcintosh ที่ต้นร้องนำพร้อมตีกลอง ก่อนถึงคราวเพลง “สูตรรักนักเรียน” และ “จิ๊บ ร.ด” ของวงพลอย ทีจิ๊บมาวาดลวดลายแบบจัดเต็ม ซึ่งบอกเลยว่าดูเขาสนุกสนานกว่าตอนที่ร้องเพลงนี้ในมิวสิควิดีโอคอนเสิร์ตยุคก่อนที่เราเคยดูผ่านช่องมะจังอีก ก่อนตามด้วยเพลง “รักสิบล้อรอสิบโมง” และ “สวยในซอย” ที่จี๊ดร้องนำ ก่อนปิดช่วงด้วยเพลง “สอบตก” จาก The Innocent ก่อนจะพาทุกคนมาพูดคุยและดื่มน้ำชนแก้วกันแบบออนไลน์ และพยายามพูดคุยแบบผู้ชมมีส่วนร่วมแบบเต็มที่

หลังจากนั้นก็ถึงพาร์ทเพลงเศร้า “ลมหายใจของความคิดถึง” ที่ต้นและจิ๊บรับหน้าที่ถ่ายทอด และเพลง “มีเธอ” ของปุ๊ อัญชลี ก่อนตามด้วย “ยิ่งรักยิ่งเจ็บ” ของอินคาที่เต้ยร่วมร้องกับจี๊ด จิ๊บ และ ต้น และแล้วก็ถึงเวลาที่ทำให้หลายคนเสียน้ำตา เมื่อ เจนนิเฟอร์ คิ้ม แขกรับเชิญได้มาร้องเพลง “รอวันฉันรักเธอ” ของ คีรีบูน ซึ่ง อ๊อด-รณชัย ถมยาปริวัฒน์ นักร้องนำผู้ล่วงลับของคีรีบูนก็เป็นอีกหนึ่งอดีตสมาชิกวง The Palace ซึ่งโชว์นี้สำหรับเรานั้นถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้โชว์นี้สมบูรณ์เพราะนอกจากเจนนิเฟอร์ คิ้ม ทำโชว์นี้ออกมาได้ดีและถ่ายทอดเป็นเอกลักษณ์แล้ว เธอยังย้อนความทรงจำของเพลงนี้และให้เกียรติต้นฉบับอย่างอ๊อดว่าไม่มีใครร้องเพลงนี้ได้เหมือนกับต้นฉบับ และขณะเดียวกันก็พูดถึงการที่ตัวเองนั้นเป็นศิลปินรุ่นน้องของวงและการห่างหายจากการร้องเพลงไป 2 ปี แต่ก็แฝงความตลก และเราเองก็สังเกตว่างานครั้งนี้เจนนิเฟอร์ คิ้ม ได้ปรับมุกและการพูดคุยให้ต่างจากคอนเสิร์ตเดี่ยวตัวเอง ที่อาจจะมีมุกที่ตรงและแรงให้ลดลง แต่ก็ยังตลกในแบบของเธอ ทำให้เรามองว่าเธอสามารถตีโจทย์และปรับตัวกับงานที่มีกลุ่มผู้ชมวัยแตกต่างกันได้

ด้วยความที่ดีว่าระดับเจนนิเฟอร์คิ่้มมาทั้งที ทำให้เธอได้นำเพลง “หลับตา” ของ ชรัส เฟื่องอารมย์ ซึ่งในฐานะคนที่ฟังเพลงสดๆ จากเจนนิเฟอร์ คิ้มมานาน เรามองว่าเพลงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เข้ากับเสียงเธอมากและทำให้เราเคลิ้มก่อนอารมณ์งานจะเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อจี๊ด จิ๊บ และ ปุ๊ ขึ้นเวทีมาร้องเพลง “ด้วยความคิดถึง” กับเจนนิเฟอร์ คิ้ม ก่อนทุกคนจะพูดคุยกันแบบออกรสชาติแม้ว่าจะโด่งดังกันคนละยุค แต่เคมีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ทำให้บทสนทนาพวกเขากลมกล่อมและฮามาก

ช่วงท้ายของงานก็เป็นการรวมเพลงสนุกๆ อย่าง “วันวานยังหวานอยู่” ของ Mcintosh, “Shalala lala” ของ Venga Boys, “Hands Up” ของ Ottawan และ “One Way Ticket” ของ eruption, “Beat It” ของ Michael Jackson ที่ปุ๊ได้ใช้ช่องเสียงร็อค และใช้เทคนิคการร้องเสียงแตกและกรันจ์ ไปจนถึงเพลง “A-Ba-Ni-Bi”  ของ Izhar Cohen & Alpha Beta และ “เชื่อฉัน” ของ แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์ ก่อนที่พวกเขาจะมาอำลาทุกคนพร้อมพลังบวกและคำขอบคุณถึงแฟนๆ ทั่วโลกและนักดนตรีสนับสนุนโชว์ไปจนถึงแดนเซอร์ รวมถึงคำพูดที่ตั้งใจส่งให้ทุกคนเริ่มวันใหม่ด้วยความหวัง ในวันที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย พร้อมปิดท้ายโชว์ด้วยเพลง “ฝากรัก” ของ The Innocent

สิ่งที่เราชื่นชอบเกี่ยวกับคอนเสิร์ตนี้ก็คือการที่ทุกคนดูเต็มที่กับการแสดง จนทำให้ทุกเพลงที่ถูกเลือกมาโชว์ ได้ถูกเรียบเรียงใหม่จนต่างจากต้นฉบับตามสไตล์ The Palace ที่สมาชิกทุกคนมีความเก่งและเก๋าเฉพาะตัวแต่สามารถผสานมันให้กันและกันได้ลงตัวเหมือนทีม The Avenger และ Justice League จนทำให้ทุกบทเพลงถูกถ่ายทอดด้วยเสียงและการเล่นดนตรีที่ค่อนข้างสมบูรณ์เกินความคาดหวังของเรา สมกับเป็นวงที่สมาชิกทุกคนมีวินัยในการดูแลตัวเองและฝึกซ้อมเสมอ โดยงาน The Nightclub Concert Ep.1 The Palace….พาแดนซ์ ได้มีการซ้อมรันทรูถึง 4 ครั้งก่อนแสดงจริง จนเรามองว่านักดนตรีรุ่นใหม่ที่อยากทำสิ่งที่รักนานๆ ควรจะเรียนรู้จากพวกเขา และนอกจากการแสดงที่สมบูรณ์แล้ว อีกสิ่งที่สัมผัสได้ก็คือทุกคนเต็มไปด้วยพลังความสุข โดยเราสังเกตว่าเวลาแพนกล้องไป สมาชิกทุกคนจะมีรอยยิ้มเปื้อนหน้าตลอดเวลาเล่นดนตรีเพลงสนุกๆ ขณะที่เพื่อนในวงร้องนำ

สายชลสายชล

ถึงแม้ว่าคอนเสิร์ต The Palace จะมีโปรดักชั่นเรียบง่ายกว่าหลายๆ คอนเสิร์ต ที่มีการใช้ VTR คั่นโชว์ หรือสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ หรือสเตจที่มีโปรดักชั่นและลูกเล่นแพรวพราวแบบคอนเสิร์ตเคป็อปหรืองานศิลปินแนวป็อปแดนซ์ที่จะมีการหมุนเคลื่อนไหวเล่นระดับไปมา โดยงาน The Nightclub Concert Ep.1 The Palace….พาแดนซ์ จะเน้นการแสดงบนเวทีฟิกซ์ตายตัว กับใช้แสงสีเสียงกับจอภาพที่เน้นประกอบเพลงเพื่อสร้างอารมณ์แบบยุค 70-80 ที่บางช่วงเรียบง่ายละมุนและบางช่วงก็มีสีสันเพื่อปลุกอารมณ์ให้คนโยกตาม พร้อมมีแดนเซอร์มาร่วมสร้างสีสัน แต่บอกเลยว่างานนี้ทั้ง 8 ศิลปินนั้น “เก๋า!” และ “เอาอยู่จริงๆ” ทั้งการเล่นดนตรี และสร้างความเป็นกันเองผ่านการพูดคุยกับผู้ชมที่อยู่ห่างไกลและมีสคริปต์ที่ค่อนข้างเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย มีทั้งมุกเกี่ยวกับอดีต รวมถึงเรื่องที่เป็นกระแสปัจจุบันอย่าง Metaverse หรือการชื่นชมพี่น้องชาวอีสาน ที่สวนกับข่าวดราม่าในโซเชียลสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสครืปต์งานนี้ถูกคิดขึ้นแบบพยายามไม่ให้คนดูถูกทิ้งไว้กับความงง

และนอกจากตัวศิลปินและเวทีที่ไม่มากไม่น้อยเกินไปแล้ว องค์ประกอบดนตรีงานนี้ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดีทั้ง เครื่องดนตรีหลักอย่างกีตาร์ กลอง เบส ไปจนถึงเครื่องเป่าที่ต้องยกความดีความชอบให้กับนักดนตรีแบ็คอัพและสมาชิก The Palace บอกเลยว่าในฐานะคนที่ชอบซาวด์เครื่องเป่าแบบเรานี่ งานนี้ฟินหูจริงๆ 

ต้น Mcintosh ต้น Mcintosh

การชมคอนเสิร์ต The Palace นั้นได้ดูผ่านเว็บของ Thai Ticket Major ซึ่งสำหรับเรานั้นเป็นอีกช่องทางที่ดีเลย เพราะมีช่องแชทให้แฟนๆ สนทนาและลิงค์สำรองสำหรับคนที่เจอการสะดุดระหว่างไลฟ์ แถมยังนำเสนอภาพพร้อมเสียงที่ชัดตลอดงาน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาที่มาพร้อมกันถ่ายทอดก็คือ การกระตุกที่เกิดขึ้นช่วงแรกจนหลายคนในแชทพูดเป็นเสียงเดียวกัน ซึ่งพอเวลาผ่านไปสัก 3-4 เพลงแรกอาการก็หายไปและแทบไม่เกิดขึ้นอีก โดยเรามองว่านี่คือปัญหาเดียวที่เจอระหว่างดูแต่โดยรวมแล้วไม่ลดความสนุกของงานลดไปเลย   

เมื่องานได้จบลง สิ่งหนึ่งที่เรานึกถึงขึ้นมาก็คือว่า คำพูดที่สมาชิก The Palace ได้เชียร์ให้ทุกคนได้ชมคอนเสิร์ตในงาน Sanook Call From Nowhere ไม่ได้ไกลความจริงเลย เพราะงานครั้งนี้เต็มไปด้วยความสุขจากเหล่าศิลปินที่ “เก๋า” และเต็มไปด้วยพลังและวินัยเต็มเปี่ยม และสิ่งเหล่านั้นก็สะท้อนออกมาในรูปแบบคอนเสิร์ตออนไลน์ที่เต็มอิ่มและมีความสุขล้นจอ และเป็นนิมิตรหมายว่าคอนเสิร์ต The Nightclub Concert พาร์ทต่อไปต้องมากับความสุนทรีที่น่าอัศจรรย์เช่นกัน